วัตถุประสงค์ของนโยบาย
บริษัท ซุปเปอร์พาร์ท จำกัด ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (ซึ่งต่อไปในนโยบายนี้เรียกว่า “บริษัท”) ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล มุ่งมั่นที่จะมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการดำเนินธุรกิจอย่างเหมาะสมและปฏิบัติให้สอดคล้องกับ “พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562” ของประเทศไทย (Personal Data Protection Act หรือ PDPA) จึงกำหนดนโยบายฉบับนี้เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า รวมทั้งเพื่อแจ้งให้ลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ ถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม การใช้ และการเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า (รวมเรียกว่า “การประมวลผล”) ทั้งที่อยู่ในรูปแบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลเอกสาร หรือข้อมูลอื่นใด ตามที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนด ดังนี้
2.1 ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้น ได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมข้อมูลนิติบุคคลและข้อมูลผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
2.2 ข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษ หมายถึง ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมและเป็นข้อมูลที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
2.3 ลูกค้า หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีนิติสัมพันธ์กับบริษัทตามนิติกรรมหรือสัญญา ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ สัญญาซื้อขาย สัญญาบริการ สัญญาตัวแทนจำหน่าย (Distributor or Dealer agreement) เอกสาร หรือสัญญาเปิดหน้าบัญชีเพื่อซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยลูกค้าอาจมีสถานะตามสัญญาดังกล่าวเป็น ผู้ซื้อ ผู้ใช้บริการ ตัวแทนจำหน่าย (Distributor, Dealer, Partner) ผู้ให้บริการที่ซื้อสินค้าของบริษัท ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามนโยบายนี้ รวมทั้งลูกจ้างหรือผู้แทนหรือผู้มีอำนาจทำการแทนหรือตัวแทนของลูกค้า
นอกจากที่กล่าวในข้างต้น นโยบายฉบับนี้ยังกำหนดให้ ลูกค้า หมายรวมถึง บุคคลธรรมดาที่มีการติดต่อและ/หรือ เข้าร่วมกิจกรรมที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ
2.4 ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า หมายรวมถึง
(1) ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา
(2) ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้แทนหรือผู้มีอำนาจทำการแทนหรือตัวแทนที่ได้รับมอบหมายจากลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล
(3) ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้าง พนักงาน ผู้รับจ้าง ตัวแทน พนักงานของลูกค้าหรือของผู้ให้บริการภายนอกหรือผู้รับเหมา (Outsource) ของลูกค้า ที่ได้รับมอบหมายจากลูกค้าให้ดำเนินการเกี่ยวกับสัญญาหรือนิติกรรมใดๆ กับบริษัท
(4) บุคคลผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของลูกค้า
ข้อมูลส่วนบุคคลในขอบเขตนโยบายนี้ไม่รวมถึงข้อมูลของบุคคลธรรมดาที่ซื้อสินค้าและ/หรือ บริการจากลูกค้าของบริษัท ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะมีสถานะเป็นผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานสินค้าหรือบริการของบริษัทในชั้นสุดท้ายหรือไม่ก็ตาม
2.5 การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หมายรวมถึง การเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
2.6 “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” (Data controller) หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งตามนโยบายนี้คือ บริษัท ซุปเปอร์พาร์ท จำกัด โดย ณ ที่นี้เรียกว่า “บริษัท”
3.1 ข้อมูลส่วนบุคคลในนโยบายนี้ ครอบคลุมรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ที่อยู่ในความครอบครองหรือความควบคุมของบริษัท ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะบันทึกอยู่ในรูปแบบหรือช่องทางหรือเทคโนโลยีใด เช่น ข้อมูลเอกสาร สิ่งพิมพ์ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือข้อมูลดิจิทัล รวมทั้งข้อมูลที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมหรือซอฟท์แวร์สำเร็จรูปสำหรับการบริหารจัดการทางธุรกิจ
3.2 นโยบายฉบับนี้มีขอบเขตเฉพาะการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเฉพาะส่วนที่อยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินใจของบริษัทเพื่อวัตถุประสงค์ตามรายละเอียดที่แจ้งในนโยบายนี้ ในกรณีที่การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ามีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจตามวัตถุประสงค์ของตนเองโดยบริษัทไม่สามารถควบคุมหรือตัดสินใจได้ ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอีกรายหนึ่ง เช่น ผู้ประกอบธุรกิจขนส่งหรือโลจิสติกส์ ผู้ประกอบธุรกิจประกันภัย ฯลฯ การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าในส่วนที่อยู่ภายใต้การตัดสินใจของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่น จะเป็นไปตามรายละเอียดในนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการแจ้งรายละเอียดการประมวลผลของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่นนั้น
3.3 นโยบายฉบับนี้มีขอบเขตเฉพาะการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัทตามสัญญาซื้อขายหรือสัญญาบริการหรือสัญญาตัวแทนจำหน่าย หรือเอกสารการเปิดหน้าบัญชีเป็นผู้ซื้อกับบริษัท หรือเป็นผู้ซื้อ หรือผู้ใช้บริการ หรือผู้จัดจำหน่าย ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมหรือสัญญาหรือการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างบริษัทและลูกค้า เช่น เจ้าของข้อมูลที่ซื้อสินค้าของบริษัทจากลูกค้า หรือเจ้าของข้อมูลที่ไปใช้บริการกับลูกค้าของบริษัท ซึ่งเจ้าของข้อมูลนั้นเป็นผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานสินค้าหรือบริการของบริษัทในชั้นสุดท้าย
นอกจากที่กล่าวในข้างต้น นโยบายฉบับนี้ยังรวมถึงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าบุคคลธรรมดาที่มีการติดต่อและ/หรือ เข้าร่วมกิจกรรมที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ เช่น กิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นต้น
3.4 สำหรับในส่วนการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทมีการติดต่อหรือทำนิติกรรมใดกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการของบริษัทเอง เช่น การรับประกันสินค้า หรือ การดำเนินการร่วมกับลูกค้า เช่น การจัดรายการส่งเสริมการขายของบริษัทร่วมกับลูกค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ จะอยู่ภายใต้การแจ้งรายละเอียดตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานสินค้าซึ่งแยกต่างหากจากนโยบายนี้ (End User or Consumer Privacy Policy) ทั้งของบริษัทและของลูกค้าที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลของบุคคลดังกล่าวอีกรายหนึ่ง
3.5 ในการเก็บรวบรวมและการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า บริษัทจะใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรม รวมทั้งดำเนินการดังกล่าวต่อข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจำกัดเพียงเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์ดังที่ระบุในข้อ 4 ตามนโยบายฉบับนี้
บริษัททำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เพื่อวัตถุประสงค์ต่อไปนี้
4.1 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการต่างๆ ในขั้นตอนการเข้าทำสัญญาซื้อขาย สัญญาฝากขาย สัญญาจ้างทำของ สัญญาบริการ สัญญาเช่า สัญญาตัวแทนจำหน่าย สัญญาค้ำประกันระหว่างบริษัทและลูกค้า เอกสารหรือสัญญาเปิดหน้าบัญชีเพื่อซื้อขายสินค้า โดยลูกค้าเป็นผู้ทำคำเสนอหรือคำเชื้อเชิญให้ทำคำเสนอหรือคำขอเพื่อติดต่อหรือเข้าทำสัญญาดังกล่าวกับบริษัท ไม่ว่าจะติดต่อเองหรือโดยลูกจ้าง ผู้แทน ตัวแทน ของลูกค้า ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามวัตถุประสงค์นี้จึงรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ กรณีดังต่อไปนี้
– เพื่อเจราจาต่อรองเข้าทำสัญญา เพื่อการขอเอกสารและข้อมูลประกอบการตัดสินใจเข้าทำสัญญา เช่น การส่งและรับข้อเสนอด้านราคาและรายละเอียดสินค้า
– เพื่อการเข้าทำสัญญาค้ำประกันกับผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของลูกค้า
– เพื่อดำเนินกระบวนการภายในของบริษัท ในการตรวจสอบและพิจารณาอนุมัติเกี่ยวกับรายละเอียดของสัญญาที่จะเข้าทำกับลูกค้ารวมทั้งการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง การนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ามาใช้ภายในฝ่ายหรือแผนกต่างๆ ของบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับขั้นตอนการบริหารจัดการก่อนและขณะเข้าทำสัญญากับลูกค้า เช่น ฝ่ายบัญชีการเงิน ฝ่ายขายและการตลาด ฯลฯ
– เพื่อดำเนินกระบวนการภายในของบริษัท ในการขออนุมัติวงเงินเครดิตสำหรับลูกค้าแต่ละราย โดยรวมถึงการนำข้อมูลลูกค้าเข้าสู่ระบบหรือโปรแกรม เช่น โปรแกรมบริหารจัดการลูกค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิจารณาและอนุมัติวงเงินเครดิตในกระบวนการภายในระหว่างฝ่ายหรือหน่วยงานต่างๆ ของบริษัท เช่น ฝ่ายบัญชีการเงิน ฝ่ายบริหารลูกหนี้และควบคุมสินเชื่อ (Collection & Credit Control) ฝ่ายขายและการตลาด ฯลฯ
– เพื่อการสื่อสารข้อมูล การถามตอบระหว่างบริษัทกับลูกค้าในช่วงระยะการเจรจาเพื่อเข้าทำสัญญา การตอบคำถามและให้ข้อมูลลูกค้า ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โทรศัพท์ โปรแกรมการสนทนาออนไลน์ ฯลฯ
4.2 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามสัญญาหรือดำเนินการตาม สัญญาซื้อขาย สัญญาฝากขาย(Consignment) สัญญาจ้างทำของ สัญญาบริการ เอกสารหรือสัญญาเปิดหน้าบัญชีเพื่อซื้อสินค้า ระหว่างบริษัทและลูกค้า ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลขอลูกค้าตามวัตถุประสงค์นี้จึงรวมถึง แต่ไม่จำกัดเฉพาะ กรณีดังต่อไปนี้
– การบันทึกหรือสร้างประวัติหรือทะเบียนลูกค้าในระบบหรือโปรแกรมของบริษัทเพื่อการบริหารจัดการให้เป็นไปตามสัญญาระหว่างบริษัทและลูกค้า เช่น โปรแกรมบริหารจัดการลูกค้าทางอิเล็กทรอนิกส์
– การรับคำสั่งซื้อ ยืนยันคำสั่งซื้อ การจัดทำเอกสารและการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามสัญญา
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามสัญญา เช่น ใบส่งสินค้า ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบกำกับภาษี เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการมอบอำนาจและรับมอบอำนาจในการชำระหรือรับชำระหนี้ เอกสารเกี่ยวข้องกับการจ่ายเช็คหรือการโอนเงินชำระหนี้ตามสัญญา
– ในกรณีลูกค้าที่ได้รับอนุมัติวงเงินเครดิต การประมวลผลข้อมูลของลูกค้ารวมถึงการบันทึกและใช้ข้อมูลจากระบบหรือโปรแกรมเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงิน การตัดชำระหนี้ รวมถึงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการรับชำระเงินด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การชำระด้วยเช็ค การโอนเงิน
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อประโยชน์ในการยืนยันยอดเงินตามสถานะความเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ระหว่างลูกค้าและบริษัท รวมทั้งเพื่อการจัดการด้านเอกสารเกี่ยวกับการเงินและการบัญชี
– ในการชำระหนี้ค่าสินค้าหรือบริการในรูปแบบการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลรวมถึงเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการโอนเงิน ทั้งในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ภาพถ่าย หรือเอกสาร (Physical)
– ในการชำระหนี้ตามสัญญา เช่น การชำระค่าสินค้า หรือบริการ ซึ่งลูกค้าใช้วิธีการชำระเงินโดยบุคคลอื่นนอกจากนิติบุคคลซึ่งเป็นลูกค้าโดยตรง เช่น การทำจ่ายเช็คชำระหนี้โดยชื่อบุคคลธรรมดา หรือ การโอนเงินชำระหนี้โดยบัญชีบุคคลธรรมดา กรณีเช่นนี้บริษัทจำต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่ลูกค้ามอบหมายให้ชำระหนี้ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาบัญชีธนาคาร เพื่อประกอบและเป็นหลักฐานการชำระเงินในนามหรือแทนหรือเพื่อลูกค้านิติบุคคล
ในกรณีที่ลูกค้าตกลงให้ลูกจ้างหรือตัวแทนหรือผู้รับจ้างหรือผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้า ให้ดำเนินการเกี่ยวกับการชำระหนี้ระหว่างบริษัทและลูกค้า เช่น ผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้าให้ ชำระหรือรับชำระหนี้ รับหรือส่งเอกสารหรือสินค้าหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับสัญญาระหว่างบริษัทกับลูกค้า ในการดำเนินการดังกล่าวบริษัทจำต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างหรือตัวแทนหรือผู้รับจ้างหรือผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้าเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนและยืนยันการทำนิติกรรมหรือยืนยันการรับเอกสารหรือสิ่งของหรือสินค้าดังกล่าว
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าระหว่างฝ่ายหรือแผนกต่างๆ ของบริษัทเพื่อการบริหารจัดการภายในอันสืบเนื่องหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาระหว่างบริษัทและลูกค้า เช่น ฝ่ายบัญชีการเงิน ฝ่ายขายและการตลาด ฝ่ายคลังสินค้า ฯลฯ
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการจัดส่งหรือรับขนสินค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ตลอดจนกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งหรือรับขน เช่น พิธีการศุลกากร การดำเนินกระบวนการขนส่งระหว่างประเทศ
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการเรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญา โดยรวมถึงการใช้ข้อมูลระหว่างฝ่ายหรือแผนกต่างๆ เช่น ฝ่ายบัญชีการเงิน ฝ่ายบริหารลูกหนี้และควบคุมสินเชื่อ ฝ่ายกฎหมาย เป็นต้น
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของลูกค้า เพื่อการเรียกชำระหนี้และดำเนินการต่างๆตามสัญญาค้ำประกันกับผู้ค้ำประกัน
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อดำเนินการเกี่ยวเนื่องหลังการซื้อขายหรือ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกระบวนการเคลม (Claim) การเปลี่ยนหรือคืนสินค้า การรับประกันสินค้า การสอบถามปัญหาการใช้งาน รวมทั้งการสื่อสารข้อมูล การตอบคำถามของลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โทรศัพท์ โปรแกรมการสนทนาออนไลน์ ฯลฯ
4.3 เพื่อให้บริษัทสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ กฎหมายเกี่ยวกับการขนส่ง กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร ศุลกากร การนำเข้าและส่งออก กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อปฏิบัติตามระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับที่ออกตามความในกฎหมาย และเพื่อการรายงาน การแจ้งข้อมูลต่อหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้บริษัทกระทำการดังกล่าว รวมทั้งเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ คำสั่งศาล
4.4 เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ กรณีต่อไปนี้
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เพื่อดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับการวิเคราะห์เครดิตของลูกค้า เพื่อการบริหารจัดการ การวิจัยเพื่อพัฒนาหรือวางแผนทางธุรกิจ และการจัดทำรายงานต่างๆของบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการเครดิตของลูกค้า
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อดำเนินกระบวนการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีของบริษัท การเบิกจ่ายภายในบริษัท และการจัดทำรายงานต่างๆของบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับเอกสารดังกล่าว
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการจัดการกระบวนการทำงานและการประกอบการของบริษัท การวางแผนจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทกับคู่ค้า การจัดการสินค้าในคลังสินค้า การควบคุมต้นทุนการประกอบการ การวิเคราะห์กำไรขาดทุน
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการจัดทำรายงานตามรอบระยะเวลาต่างๆ เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี อันเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการภายในบริษัท
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการตรวจสอบภายในและตรวจสอบภายนอก (Internal & External Audit) การตรวจสอบทางการเงินและการบัญชี การตรวจสอบและป้องกันการฉ้อโกง การทุจริต หรือการกระทำผิดกฎหมาย หรือเพื่อใช้เตรียมการดำเนินคดีตามกฎหมาย
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการบริหารจัดการด้านการปฏิบัติตามระบบคุณภาพหรือระบบมาตรฐานทางธุรกิจหรือการประกอบการ เช่น การดำเนินการด้านเอกสารในระบบมาตรฐาน (ISO) และระบบควบคุมคุณภาพต่างๆ ของบริษัท
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการบริหารจัดการเกี่ยวกับข้อร้องเรียนหรือการรับประกันสินค้าหรือการเคลม (Claim)
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีข้อมูลติดต่อ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลติดต่อทางโปรแกรมประยุกต์สำหรับการสนทนาออนไลน์หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ของลูกค้า หรือของบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากลูกค้า รวมทั้งการประมวลผลหรือใช้ข้อมูลติดต่อของลูกค้าระหว่างแผนกหรือฝ่ายต่างๆ ภายในบริษัท เพื่อการปฏิบัติตามสัญญากับลูกค้า และการบริการจัดการภายในของบริษัทรวมทั้งเพื่อการสนับสนุนการปฏิบัติตามนิติกรรมสัญญาระหว่างบริษัทกับลูกค้า เพื่อการอ้างอิง และการติดต่อประสานงานกับลูกค้า
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้ การเจรจาเกี่ยวกับหนี้ โดยรวมถึงการใช้ข้อมูลระหว่างฝ่ายหรือแผนกต่างๆ เช่น ฝ่ายบัญชีการเงิน ฝ่ายบริหารลูกหนี้และควบคุมสินเชื่อ (Collection & Credit control) ฝ่ายกฎหมาย เป็นต้น
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างหรือผู้รับจ้างหรือตัวแทนของลูกค้าเพื่อดำเนินการตรวจสอบหรือปฏิบัติตามสัญญา หรือตรวจสอบเก็บหลักฐานตามกระบวนการบริหารจัดการของบริษัท เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูลระบุหรือยืนยันตัวตนของลูกจ้างหรือผู้รับจ้างหรือผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้าให้ชำระหรือรับชำระเงิน รับหรือส่งเอกสารหรือสินค้า
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าโดยการสอบถามหรือประเมินความพึงพอใจในสินค้าหรือบริการของบริษัท โดยนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อการบริหารจัดการภายในบริษัท
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่เข้ามาในพื้นที่หรือทรัพย์สินของบริษัทเพื่อติดต่อทางธุรกิจ เยี่ยมชม ประสานงาน ฯลฯ โดยบริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สิน สถานที่ของบริษัท
– การบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดในอาคาร สถานที่ ทรัพย์สินของบริษัท เพื่อป้องกันอาชญากรรมและการรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบริษัท
– การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อการรักษาความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ เช่น เพื่อการตรวจสอบระบบหรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท รวมทั้งการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่เกี่ยวเนื่องกับนิติกรรมสัญญาต่างๆ อันถูกจัดเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท เพื่อการดูแลรักษาความปลอดภัยทางสารสนเทศ
4.5 เพื่อป้องกันและระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของลูกค้าหรือบุคคลอื่น เช่น การติดต่อในกรณีฉุกเฉิน การควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ เป็นต้น
4.6 เพื่อวัตถุประสงค์การตลาด การประชาสัมพันธ์ ส่งข่าวสาร การจัดกิจกรรมความสัมพันธ์หรือโครงการความร่วมมือหรือการประสานงานระหว่างบริษัทและลูกค้า การติดต่อเสนอสินค้าหรือบริการอื่นของบริษัท รวมถึงการเปิดเผยหรือส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับบริษัทในเครือหรือพันธมิตรของบริษัทเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว
4.7 เพื่อการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างบริษัทและลูกค้า การวิเคราะห์ โดยนำข้อมูลของลูกค้าไปใช้ในการวิเคราะห์หรือวิจัยพัฒนาปรับปรุงการบริหารจัดการหรือสินค้าของบริษัทที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขาย สัญญาจ้างทำของ หรือสัญญาบริการ หรือสัญญาอื่นใดที่มีอยู่ระหว่างลูกค้าและบริษัท รวมถึงการเปิดเผยหรือส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับบริษัทในเครือหรือพันธมิตรของบริษัทเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว
4.8 เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากข้อ 4.1 – 4.7 โดยบริษัทจะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบเป็นกรณีไป
บริษัทจะไม่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า แตกต่างจากที่ระบุในวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูล เว้นแต่ (1) ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้เจ้าของข้อมูลทราบ และได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล (2) เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนด
การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ข้างต้น บริษัทจะดำเนินการตามมเงื่อนไขหรือเหตุทางกฎหมายที่กำหนดไว้ ดังที่ระบุในข้อ 5
5.1 การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 บริษัทสามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอม อย่างไรก็ตาม หากการประมวลผลตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษ เช่น สำเนาบัตรประชาชน ของผู้แทนหรือผู้มีอำนาจทำการแทนลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล บริษัทจะขอความยินยอมตามแบบเอกสารท้ายนโยบายนี้
ในกรณีที่การประมวลผลตามวัตถุประสงค์ข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างหรือตัวแทนหรือผู้รับจ้างของลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล บริษัทประมวลผลโดยอาศัยฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลชนิดพิเศษ บริษัทจะดำเนินการขอความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวตามแบบท้ายนโยบายนี้
5.2 การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ข้อ 4.3 บริษัทสามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอมตามที่กฎหมายกำหนด
5.3 การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ข้อ 4.4 บริษัทสามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอมตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างหรือผู้รับจ้างหรือตัวแทนของลูกค้าเพื่อดำเนินการตรวจสอบหรือปฏิบัติตามสัญญา หรือตรวจสอบเก็บหลักฐานตามกระบวนการบริหารจัดการของบริษัท ซึ่งเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทตามวัตถุประสงค์ข้อ 4.4 หากมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษ เช่น การเก็บรวบรวมสำเนาบัตรประชาชนของบุคคลดังกล่าว บริษัทจะอาศัยฐานความยินยอมดังที่แจ้งในข้อ 12 และเอกสารความยินยอมท้ายนโยบายนี้
5.4 การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ข้อ 4.5 บริษัทสามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอมตามที่กฎหมายกำหนด
5.5 การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ข้อ 4.6 – 4.7 บริษัทจะอาศัยฐานความยินยอมจากลูกค้าตามเอกสารท้ายนโยบายนี้
5.6 การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ข้อ 4.8 บริษัทจะดำเนินการขอความยินยอมจากลูกค้าตามเอกสารการแจ้งขอความยินยอมเป็นรายกรณีไป
5.7 ในกรณีที่บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยอาศัยความยินยอม ลูกค้ามีสิทธิที่จะถอนความยินยอมที่ให้ไว้กับบริษัทได้ตลอดเวลา ซึ่งการถอนความยินยอมนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย หรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ลูกค้าได้ให้ความยินยอมไปแล้ว หากลูกค้าถอนความยินยอมที่ได้ให้ไว้กับบริษัท อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางส่วนหรือทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในนโยบายนี้
6.1 บริษัทจะไม่ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง เว้นแต่กรณีที่สามารถทำได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
6.2 ในกรณีการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเข้าทำสัญญา การเจราจาต่อรอง ก่อนหรือภายหลังการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายหรือสัญญาอื่นระหว่างบริษัทกับลูกค้า ตามวัตถุประสงค์ข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 และลูกค้าได้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของลูกค้า เช่น พนักงานหรือลูกจ้างหรือผู้รับจ้างหรือตัวแทนหรือผู้รับจ้างของลูกค้า หรือข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าวปรากฎในเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 ในกรณีเช่นนี้ ลูกค้าในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวรับรองว่าได้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลซึ่งครอบคลุมถึงการยินยอมให้บริษัทประมวลผลเพื่อการเข้าทำสัญญาหรือปฏิบัติตามสัญญากับลูกค้าด้วย เว้นแต่มีเหตุอื่นที่กฎหมายกำหนดให้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวโดยไม่ต้องอาศัยความยินยอม สำหรับกรณีที่อาศัยความยินยอม ลูกค้าต้องแสดงเอกสารหลักฐานว่าได้ขอความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวแล้ว และบริษัทอาจร้องขอให้ลูกค้าซึ่งเป็นนายจ้าง ผู้ว่าจ้าง หรือ ตัวการ ผู้รับจ้างและเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าว ส่งหรือแสดงเอกสารเกี่ยวกับฐานทางกฎหมายที่ ใช้ในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ หากบริษัทไม่สามารถแจ้งรายละเอียดตามนโยบายนี้ให้บุคคลดังกล่าวทราบและ/หรือขอความยินยอมตามแบบแนบท้ายนโยบายนี้ (ส่วนที่ 2 ความยินยอมในการการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้า) จากบุคคลดังกล่าวได้โดยตรง ลูกค้ายอมรับที่จะนำนโยบายนี้ไปแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบและ/หรือขอความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวแทนบริษัท โดยบริษัทอาจเรียกให้ส่งเอกสารที่แสดงถึงการรับทราบนโยบายดังกล่าวให้แก่บริษัทด้วย
6.3 ในกรณีที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้า ซึ่งลูกค้าได้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมาให้บริษัท โดยบริษัทไม่ต้องขอความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวเนื่องจากเป็นการประมวลผลตามวัตถุประสงค์ตามข้อ 4.3 – 4.5 บริษัทอาจเรียกให้ลูกค้าซึ่งเป็นนายจ้าง ผู้ว่าจ้าง ตัวการ ผู้มอบอำนาจ ฯลฯ และเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าว ส่งหรือแสดงเอกสารเกี่ยวกับฐานทางกฎหมายที่ ลูกค้า ใช้ในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ หากบริษัทไม่สามารถแจ้งรายละเอียดตามนโยบายนี้ให้บุคคลดังกล่าวทราบได้โดยตรง ลูกค้ายอมรับที่จะนำนโยบายนี้ไปแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบแทนบริษัทและส่งเอกสารที่แสดงถึงการรับทราบนโยบายดังกล่าวให้แก่บริษัทด้วย
6.4 ในกรณีที่บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษของพนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลผู้ได้รับมอบหมายจาก ลูกค้า ฯลฯ ซึ่งลูกค้าได้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้บริษัท เพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 ในกรณีเช่นนี้ ลูกค้าในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าวรับรองว่าได้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลซึ่งครอบคลุมถึงการยินยอมให้บริษัทประมวลผลเพื่อการเข้าทำสัญญาหรือปฏิบัติตามสัญญากับลูกค้าด้วย เว้นแต่มีเหตุอื่นที่กฎหมายกำหนดให้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวโดยไม่ต้องอาศัยความยินยอม นอกจากนี้ หากบริษัทไม่สามารถขอความยินยอมและแจ้งรายละเอียดตามนโยบายนี้ให้บุคคลดังกล่าวทราบได้โดยตรง ลูกค้ายอมรับที่จะนำนโยบายนี้และเอกสารแนบท้าย (ส่วนที่ 2) แจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบและ/หรือขอความยินยอมแทนบริษัท โดยบริษัทอาจเรียกให้ส่งหรือตรวจสอบเอกสารที่แสดงถึงการยินยอมและ/หรือการรับทราบของเจ้าของข้อมูลนั้น
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่บริษัทเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลของบุคคลดังกล่าวเองโดยตรง เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูลระบุตัวของลูกจ้างหรือผู้รับจ้างหรือตัวแทนหรือผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้าให้ชำระหนี้ รับหรือส่งเอกสารหรือสินค้า เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนและยืนยันการดำเนินการดังกล่าว บริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการแจ้งรายละเอียดตามนโยบายและ/หรือขอความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวโดยตรง
6.5 ในกรณีที่บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษของพนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้า ฯลฯ เพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 4.3 และ/หรือข้อ 4.5 หากบริษัทไม่สามารถแจ้งรายละเอียดตามนโยบายนี้ให้บุคคลดังกล่าวทราบได้โดยตรง ลูกค้ายอมรับที่จะนำนโยบายนี้ไปแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบแทนบริษัท โดยบริษัทอาจเรียกให้ส่งหรือตรวจสอบเอกสารที่แสดงถึงการรับทราบของเจ้าของข้อมูลนั้น
อย่างไรก็ตาม กรณีที่บริษัทเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลของบุคคลดังกล่าวเองโดยตรง เช่น การเก็บสำเนาบัตรประชาชนของผู้มาติดต่อ บริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการแจ้งรายละเอียดตามนโยบายและ/หรือขอความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวโดยตรง
6.6 ในกรณีที่บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษของพนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้า ฯลฯ เพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 4.4 หากบริษัทไม่สามารถขอความยินยอมและ/หรือแจ้งรายละเอียดตามนโยบายฉบับนี้ให้บุคคลดังกล่าวทราบได้โดยตรง ลูกค้ายอมรับที่จะนำนโยบายนี้และแบบความยินยอมแนบท้าย (ส่วนที่ 2) ไปแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบและ/หรือขอความยินยอมบุคคลดังกล่าวแทนบริษัท โดยบริษัทอาจเรียกให้ส่งหรือตรวจสอบเอกสารที่แสดงถึงการดำเนินการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กรณีที่บริษัทเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลของบุคคลดังกล่าวเองโดยตรง เช่น การเก็บสำเนาบัตรประชาชนของลูกจ้างหรือผู้รับจ้างหรือตัวแทนหรือผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้าให้ชำระหนี้ รับหรือส่งเอกสารหรือสินค้า เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนและยืนยันการดำเนินการดังกล่าว บริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการแจ้งรายละเอียดตามนโยบายและ/หรือขอความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวโดยตรง
8.1 บริษัทเปิดเผยหรือส่งหรือโอนหรือส่งข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้กับบุคคลอื่น เพื่อวัตถุประสงค์ในข้อ 4 ที่ไม่ต้องอาศัยความยินยอมจากลูกค้าตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ
– ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 บริษัทอาจต้องทำการเปิดเผยหรือส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้กับหน่วยงานรัฐที่กำกับหรือตรวจสอบการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวและหน่วยงานรัฐที่กำหนดหน้าที่ให้บริษัทต้องเปิดเผยหรือส่งข้อมูล เช่น หน่วยงานด้านการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ
– ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 บริษัทอาจต้องทำการเปิดเผยหรือส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้กับผู้ให้บริการเกี่ยวกับการเงิน การชำระเงิน เช่น ธนาคาร ผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยีหรือระบบสารสนเทศ เช่น ผู้ให้บริการระบบหรือโปรแกรมเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลลูกค้า ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ หรือคลาวด์
– ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 บริษัทอาจต้องทำการเปิดเผยหรือส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้กับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เช่น คู่ค้าของบริษัทหรือผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ให้บริการรับขนหรือขนส่ง ตัวแทนการขนส่งหรือรับขน ผู้รับประกันภัย
8.2 สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้าง พนักงาน ผู้รับจ้างหรือตัวแทนของลูกค้า ซึ่งลูกค้าได้ส่งหรือโอนให้กับบริษัทเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับสัญญาตามข้อ 4.1 และ/หรือ 4.2 นั้นบริษัทอาจเปิดเผยหรือโอนหรือส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับบุคคลอื่น โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากบุคคลดังกล่าว เพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 4.3 – 4.5 แต่ทั้งนี้หากบริษัทไม่สามารถแจ้งรายละเอียดตามนโยบายนี้ให้บุคคลดังกล่าวทราบได้โดยตรง ลูกค้ายอมรับที่จะนำนโยบายนี้ไปแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบแทนบริษัทและส่งเอกสารที่แสดงถึงการรับทราบนโยบายดังกล่าวให้แก่บริษัทด้วย
8.3 สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษของลูกจ้าง พนักงาน ผู้รับจ้างของลูกค้าซึ่งลูกค้าได้ส่งหรือโอนให้กับบริษัทเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับสัญญาตามข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 นั้นบริษัทอาจเปิดเผยหรือโอนหรือส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับบุคคลอื่น เพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างบริษัทกับลูกค้าซึ่งอยู่ในฐานะนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างหรือตัวการของบุคคลเหล่านั้น อันเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท เว้นแต่มีเหตุที่ต้องขอความยินยอม เช่น ข้อมูลชนิดพิเศษที่ปรากฎในเอกสาร ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถแจ้งรายละเอียดตามนโยบายนี้ให้บุคคลดังกล่าวทราบและ/หรือขอความยินยอมได้โดยตรง ลูกค้ายอมรับที่จะนำนโยบายนี้ไปแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบและ/หรือขอความยินยอมแทนบริษัทตามแบบความยินยอมท้ายนโยบายนี้ (ส่วนที่ 2) และส่งเอกสารที่แสดงถึงการรับทราบและยินยอมดังกล่าวให้แก่บริษัทด้วย
8.4 บริษัทเปิดเผยหรือโอนหรือส่งข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้กับคู่ค้าของบริษัทหรือบุคคลที่สาม เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท ดังระบุในข้อ 4.4 โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอมจากลูกค้า ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงกรณีต่อไปนี้ด้วย
– การเปิดเผยหรือโอนหรือส่งข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้กับ ผู้ตรวจสอบเอกชน หรือ เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบคุณภาพ การตรวจสอบประเมินมาตรฐานในการประกอบธุรกิจ ตรวจสอบด้านการเงิน การบัญชี การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ
– การเปิดเผยหรือส่งข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้กับคู่ค้าของบริษัทที่ให้บริการด้านการรักษาความปลอดภัยทั้งทางกายภาพและทางอิเล็กทรอนิกส์
– การเปิดเผยหรือส่งข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้กับผู้ให้บริการติดตามหรือทวงถามหนี้ ผู้ให้บริการด้านกฎหมายและการดำเนินคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชำระหนี้ตามสัญญาระหว่างบริษัทและลูกค้า
8.5 บริษัทจะขอความยินยอมจากลูกค้าสำหรับการเปิดเผยหรือโอนหรือส่งข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ทำได้โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอม
8.6 หากการเปิดเผยหรือส่งหรือโอนดังกล่าวข้างต้น นั้นผู้ที่ได้รับข้อมูลมีสถานะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะดำเนินการจัดทำสัญญาและมีคำสั่งตามที่กฎหมายกำหนด
8.7 การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปต่างประเทศ
8.7.1 ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามวัตถุประสงค์ข้อ 4.1 และ/หรือข้อ 4.2 บริษัทอาจส่งหรือโอนหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าค้าไปยังบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในต่างประเทศ โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอมตามมาตรา 28 (3) ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึง
– กรณีที่จำเป็นเพื่อดำเนินการตามคำขอของลูกค้าก่อนเข้าทำสัญญา เช่น การส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบหรือโปรแกรมที่มีการเก็บข้อมูลไว้ในต่างประเทศเพื่อดำเนินการตามคำขอเพื่ออนุมัติเครดิตสำหรับลูกค้า
– กรณีที่จำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งลูกค้าค้าเป็นคู่สัญญา เช่น การปฏิบัติตามสัญญาซื้อขาย บริการ รับขนทั้งภายในและระหว่างประเทศ
8.7.2 บริษัทอาจส่งหรือโอนหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปยังบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในต่างประเทศ ตามวัตถุประสงค์ข้อ 4.3 เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่ต้องขอความยินยอม ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
9.1 บริษัทจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า รวมถึง ผู้แทนหรือผู้มีอำนาจทำการแทนหรือตัวแทนของลูกค้าเพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และจะดำเนินการทบทวนมาตรการดังกล่าว เมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
9.2 บริษัทจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานของประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมลูส่วนบุคคล พ.ศ. 2563 โดยจัดให้มีมาตรการป้องกันด้านการบริหารจัดการ (Administrative safeguard) มาตรการป้องกันด้านเทคนิค (Technical safeguard) มาตรการป้องกันทางกายภาพ (Physical safeguard) ตามรายละเอียดต่อไปนี้
(1) การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและอุปกรณ์ในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยคำนึงถึงการใช้งานและความมั่นคงปลอดภัย
(2) การกำหนดเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล
(3) การบริหารจัดการการเข้าถึงของผู้ใช้งาน (User access management) เพื่อควบคุม การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตแล้ว
(4) การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ใช้งาน (User responsibilities) เพื่อป้องกัน การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต การเปิดเผย การล่วงรู้ หรือการลักลอบทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล การลักขโมยอุปกรณ์จัดเก็บหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
(5) การจัดให้มีวิธีการเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังเกี่ยวกับการเข้าถึง เปลี่ยนแปลง ลบ หรือถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคล ให้สอดคล้องเหมาะสมกับวิธีการและสื่อที่ใช้ในการ เก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
ทั้งนี้ รายละเอียดของมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตามรายละเอียดที่กำหนดในนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท
9.3 ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งรวมถึงพนักงาน ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่นที่ได้รับมอบหมายจากบริษัท จะดำเนินการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า อย่างระมัดระวัง ภายในขอบเขตของการนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์และสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ โดยบริษัทได้จัดให้มีข้อตกลงหรือสัญญากับบุคคลดังกล่าวเพื่อกำหนดหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
9.4 ในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามวัตถุประสงค์ในข้อ 4 นั้น บริษัทอาจมีคำสั่งให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ทำการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลในนามหรือตามคำสั่งของ บริษัท ผู้ประมวลผลดังกล่าวมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมตามรายละเอียดที่กฎหมายกำหนด โดยอย่างน้อยต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยตามข้อ 9.2 นอกจากนี้ ต้องไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยนอกเหนือจากวัตถุประสงค์และคำสั่งที่บริษัทกำหนดให้
10.1 ในกรณีที่ลูกค้าซึ่งอยู่ในสถานะเจ้าของข้อมูลประสงค์จะทราบข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตนเอง เจ้าของข้อมูลสามารถมีคำร้องขอตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และแบบคำร้องขอ ที่บริษัทกำหนด เมื่อบริษัทได้รับคำร้องขอดังกล่าวแล้ว บริษัทจะรีบดำเนินการแจ้งถึงความมีอยู่ หรือรายละเอียดของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้เจ้าของข้อมูลภายในระยะเวลาอันสมควร
10.2 หากเจ้าของข้อมูล เห็นว่า ข้อมูลส่วนบุคคลใดที่เกี่ยวกับตนไม่ถูกต้องตามที่เป็นจริง สามารถแจ้งบริษัทเพื่อให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ ในการนี้ บริษัทจะจัดทำบันทึกคำคัดค้านการจัดเก็บ ความถูกต้อง หรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลไว้เป็นหลักฐานด้วย
10.3 ลูกค้าซึ่งอยู่ในสถานะเจ้าของข้อมูลมีสิทธิตรวจดูความมีอยู่ ลักษณะของข้อมูลส่วนบุคคล วัตถุประสงค์ของการนำข้อมูลไปใช้ และสถานที่ทำการของบริษัท นอกจากนี้ ยังมีสิทธิดังต่อไปนี้
1) ขอสำเนา หรือขอสำเนารับรองถูกต้องเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล
2) ขอแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลให้ถูกต้องสมบูรณ์
3) ขอโต้แย้งหรือขอให้ระงับการใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับเจ้าของข้อมูล
4) ขอให้ดำเนินการลบ หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับเจ้าของข้อมูล
5) ขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับเจ้าของข้อมูล ในกรณีที่เป็นข้อมูลซึ่งเจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความยินยอมในการรวบรวมหรือจัดเก็บ
หากเป็นกรณีที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามสัญญา หรือเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท หรือเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของบริษัทตามกฎหมายใดๆ บริษัทมีสิทธิปฏิเสธสิทธิตาม 3) และ 4)
10.4 บริษัทอาจปฏิเสธสิทธิของลูกค้าในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด หรือการใช้สิทธินั้นขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือในกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ถูกทำให้ไม่ปรากฏชื่อหรือสิ่งบอกลักษณะอันสามารถระบุตัวเจ้าของข้อมูลได้อีก
10.5 ในกรณีที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามวัตถุประสงค์ที่ต้องอาศัยความยินยอม เช่น ข้อ 4.6 – 4.7 เจ้าของข้อมูลมีสิทธิถอนความยินยอมได้ อย่างไรก็ตาม การถอนความยินยอมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ตามสัญญาหรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนโอกาสในการทำสัญญาหรือการทำนิติกรรมอื่นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะนิติกรรมสัญญาเป็นกรณีไป
บริษัทอาจกำหนดแนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เพื่อกำหนดรายละเอียดของนโยบายนี้ รวมทั้งอาจกำหนดระเบียบ แนวปฏิบัติ เพิ่มเติม และทบทวนนโยบายนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้ท่านติดตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทแจ้งให้ท่านนี้และที่จะแจ้งให้ทราบในอนาคตต่อไป ผ่านช่องทาง www.superpart.co.th หรือ Application หรือ Facebook หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆของบริษัท
12.1 บริษัทจะไม่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษ ตามมาตรา 26 ของลูกค้า เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา อาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกฎหมายกำหนด เว้นแต่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลตามเอกสารการขอความยินยอมที่แนบท้ายนโยบายนี้ หรือเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติ
12.2 บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษของลูกค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบัตรประจำตัวประชาชน เช่น ศาสนา หมู่โลหิต เพื่อวัตถุประสงค์ในข้อ 4.1 และ/หรือ 4.2 เช่น เพื่อประโยชน์ในการเข้าทำสัญญา การอนุมัติเครดิต การปฏิบัติตามสัญญา การชำระหนี้ โดยได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลตามที่ระบุในเอกสารการแจ้งขอความยินยอมแนบท้ายนโยบายนี้
12.3 บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบัตรประจำตัวประชาชน เช่น ศาสนา หมู่โลหิต ของบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้แทนนิติบุคคลหรือผู้รับมอบอำนาจจากลูกค้าในการชำระหนี้หรือเงินตามสัญญา เพื่อวัตถุประสงค์ในการยืนยันและเก็บหลักฐานการชำระเงิน ในกรณีที่ลูกค้าใช้วิธีการชำระเงินโดยนามหรือเช็คหรือการโอนเงินจากบัญชีบุคคลดังกล่าว โดยบริษัทจะขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามเอกสารแนบท้ายนโยบายนี้
12.4 บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบัตรประจำตัวประชาชน เช่น ศาสนา หมู่โลหิต ของบุคคลธรรมดาที่เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนหรือผู้รับจ้างหรือผู้ได้รับมอบหมายจากลูกค้า ให้ดำเนินการเกี่ยวกับการ ชำระหรือรับชำระหนี้ รับหรือส่งเอกสารหรือสินค้าหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับสัญญาระหว่างบริษัทกับลูกค้า เพื่อวัตถุประสงค์ในการยืนยันและเก็บหลักฐานการรับหรือชำระหนี้ รับหรือส่งสินค้า รับหรือส่งเอกสาร โดยบริษัทจะขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามเอกสารแนบท้ายนโยบายนี้
12.5 บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบัตรประจำตัวประชาชน เช่น ศาสนา หมู่โลหิต รวมทั้งข้อมูลสุขภาพ เพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 4.4 ในกรณีตรวจสอบการเข้าออกบริษัท การรักษาความปลอดภัยของบริษัท เพื่อการป้องกันสุขภาพอนามัย โดยได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลตามเอกสารการขอความยินยอมที่แนบท้ายนโยบายนี้
12.6 บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบัตรประจำตัวประชาชน เช่น ศาสนา หมู่โลหิต รวมทั้งข้อมูลสุขภาพ เพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 4.3 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้บริษัทปฏิบัติการดังกล่าวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามเงื่อนไขของมาตรา 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
12.7 ในกรณีที่บริษัทเก็บรวบรวมใช้ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลชนิดพิเศษของ พนักงาน ลูกจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลผู้ได้รับมอบหมายจาก ลูกค้า ฯลฯ บริษัทได้แจ้งรายละเอียดไว้ในข้อ 6.3 – 6.6 ข้อ 8.3 และข้อ 12.4 ของนโยบายนี้
ข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้าที่บริษัทได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใช้บังคับ บริษัทจะเก็บรวมรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไปได้ตามวัตถุประสงค์เดิมที่ได้แจ้งให้ท่านทราบในนโยบายนี้ อย่างไรก็ตาม ท่านมีสิทธิยกเลิกความยินยอมได้โดยติดต่อกับบริษัทตามช่องทางในข้อ 14 อย่างไรก็ตาม ท่านอาจไม่สามารถยกเลิกความยินยอมหากบริษัทอาศัยฐานทางกฎหมายอันเป็นข้อยกเว้นของความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน
ลูกค้าในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อบริษัทเกี่ยวกับนโยบายนี้รวมทั้งแจ้งขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยติดต่อได้ที่
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัท ซุปเปอร์พาร์ท จำกัด
เลขที่ 98 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
E Mail Address: DPO.SPP@superpart.co.th
เบอร์โทรศัพท์: 02-007-2900 (เวลา 9.00 – 17.00 น.)
จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน
ทั้งนี้ให้มีผลวันที่ 25 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2569